จระเข้ขนาดใหญ่ความยาวราว 2 เมตร
ข่าวการพบจระเข้ขนาดใหญ่ความยาวราว 2 เมตรนอนผึ่งแดดอยู่ริมลำธารใกล้น้ำตกผากล้วยไม้ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สร้างความตื่นตะลึงให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนไปทั่ว โดยเฉพาะพาดหัวข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่ออกไปในทางสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คน ถึงขนาดทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาไล่ล่าจระเข้เขาใหญ่กันเลยทีเดียว ซึ่งผมว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่จะแตกตื่นไปกันใหญ่แล้ว
ต้นเหตุของข่าวนั้นมาจากการที่นักท่องเที่ยวไปถ่ายภาพเจ้าจระเข้ขนาดใหญ่ที่กำลังนอนอาบแดดอยู่ริมลำตะคองบริเวณเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกผากล้วยไม้-น้ำตกเหวสุวัติ ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ แล้วนำมาโพสในอินเตอร์เน็ตแล้วมีการส่งภาพฟอร์เวิร์ดเมล์ต่อๆกันไป จึงทำให้เกิดการวิภาควิจารณ์และหวาดหวั่นว่าอาจจะเกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งเมื่อกระแสข่าวเริ่มแพร่สะพรัดออกไป ทางอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าได้สั่งการให้ทางอุทยานฯจัดทำป้ายเตือนนักท่องเที่ยวและ สั่งการด่วนให้ตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อตามล่าจระเข้ดังกล่าวซึ่งคาดว่าน่าจะมี 2 ตัวให้ได้โดยเร็ว ถ้าจับจระเข้ได้ก็จะนำไปตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นจระเข้พันธุ์ไทย ( Siamese Crocodile) ตามธรรมชาติหรือไม่ ซึ่งหากเป็นพันธุ์แท้ตามธรรมชาติดังกล่าวก็อาจจะต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่มีจระเข้พันธุ์ไทยตามธรรมชาติอาศัยอยู่เช่นที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา หรืออุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หรือหากเป็นจระเข้น้ำจืดพันธุ์อื่นๆที่ไม่ใช่พันธุ์ไทยซึ่งอาจจะมีคนแอบนำมาปล่อยไว้ ก็จะต้องนำออกมาจากเขาใหญ่
ความจริงเมื่อปี 2548 ผมและคุณนพดล กันบัว ช่างภาพของ อ.ส.ท. ก็เคยไปเดินป่าในเส้นทางเลียบลำตะคองจากลานกางเต็นท์บริเวณน้ำตกผากล้วยไม้ไปน้ำตกเหวสุวัติ และเคยพบจระเข้ตัวนี้นอนผึ่งแดดโดดเด่นอยู่ริมลำธารที่ไหลอยู่เบื้องล่าง และถ่ายภาพได้ชัดเจน นำมาลงพิมพ์ในอนุสาร อ.ส.ท.ตั้งแต่ฉบับพฤศจิกายนปี 2548 แล้ว ซึ่งในตอนนั้นคะเนด้วยสายตา ตัวของมันก็ใหญ่พอสมควรความยาวก็เมตรกว่าๆ ใกล้ๆจะ 2 เมตร ในตอนนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็ทราบข้อมูลเป็นอย่างดีว่าพบจระเข้อาศัยอยู่ริมลำตะคอง และยังสันนิษฐานกันว่าน่าจะมีคนแอบนำเอามาปล่อยไว้ ซึ่งจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว จระเข้ตัวนี้ก็คงจะเป็นตัวเดียวกันที่อยู่รอดและเติบโตขึ้นเป็นลำดับ
แต่หากจะถามว่าจระเข้ตัวนี้หรือคู่นี้ เพราะมีการคาดหมายว่าน่าจะมีอยู่ 2 ตัว จะเป็นพิษเป็นภัยหรือจะเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวหรือไม่ ในความคิดของผมก็เห็นว่าทั้งคนและจระเข้นั้นน่าจะอยู่ร่วมกันหรือใช้ทรัพยากรในผืนป่าเขาใหญ่ร่วมกันได้อย่างไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด เพราะระยะเวลาอย่างน้อยก็ 5 ปีที่ผมเคยไปพบเห็นเจ้าจระเข้ตัวนี้จนมาถึงวันนี้ ก็คงมีนักท่องเที่ยวจำนวนนับล้านคนเข้าไปเที่ยวเขาใหญ่ และมีจำนวนนับแสนคนที่เคยไปพักบริเวณแค้มป์ผากล้วยไม้หรือเดินชมธรรมชาติในเส้นทางเลียบลำตะคองสายนี้ ก็ไม่เห็นว่าเจ้าสัตว์ที่แสนจะสงบเงียบเรียบร้อยตัวนี้ขึ้นมาเพ่นพ่านหรือไล่งับนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่ที่นักท่องเที่ยวพบเห็นมันก็มักจะนอนอาบแดดนิ่งสงบอยู่ริมฝั่งน้ำบริเวณที่เดิมๆ และริมฝั่งน้ำของลำตะคองในเส้นทางชมธรรมชาติสายนี้ก็มักจะอยู่ลึกลงไปในหุบธารเบื้องล่าง ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันจนน่าจะต้องหวาดกลัวว่าเจ้าจระเข้ใหญ่ตัวนี้จะมาแอบซุ่มล่าเหยื่ออยู่ตามทางที่คนเดิน
และโดยลักษณะนิสัยตามธรรมชาติของจระเข้พันธุ์ไทยที่อยู่ตามป่าตามลำธารในธรรมชาตินั้น ก็จะหากินปลาหรือสัตว์น้ำเป็นอาหาร ไม่ใช่จะคอยล่าสัตว์ใหญ่หรือมีสัตว์ขนาดใหญ่ให้ล่าอย่างที่เห็นกันในสารคดีที่ถ่ายจากป่าอาฟริกาแต่อย่างใด และด้วยไม่เคยล่าสัตว์ใหญ่ๆ จระเข้เหล่านี้ก็มักจะตื่นกลัวหากมีผู้คนเข้าไปใกล้ก็มักจะตื่นหนีลงน้ำ หรือหนีเข้าป่าไปก่อนที่ผู้คนจะเข้าไปใกล้เสียด้วยซ้ำ
ผมเห็นด้วยครับหากทางกรมอุทยานฯ จะตั้งทีมเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาดักจับ เพื่อนำมาพิสูจน์ดีเอ็นเอว่าเป็นจระเข้สายพันธุ์ไทยแท้ที่มีอยู่ในป่าธรรมชาติหรือเป็นพันธุ์ผสมที่คนเลี้ยงไม่ไหวแล้วแอบนำมาปล่อย ซึ่งหากเป็นพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่สายพันธุ์ไทยก็ควรนำออกไปจากผืนป่าเขาใหญ่ เพราะตามหลักการอุทยานแห่งชาติที่เป็นสากลนั้นเขาก็จะไม่นำสัตว์จากต่างถิ่นเข้ามาปล่อยในเขตอุทยานแห่งชาติ เพราะอาจจะมีผลกระทบในด้านระบบนิเวศต่อสัตว์อื่นๆหรือพืชพันธุ์ขึ้นได้
แต่หากเป็นจระเข้พันธุ์ไทยแท้ ก็น่าจะศึกษาให้แน่แท้ก่อนว่าเคยมีอยู่ในผืนป่าเขาใหญ่หรือไม่ เพราะในผืนป่าอุทยานแห่งชาติปางสีดาที่ติดต่อกันก็ยังมีจระเข้พันธุ์ไทยเหลืออยู่จริงในป่า การจะนำเจ้าจระเข้ที่เขาใหญ่ไปปล่อยที่อื่นเพียงเพราะกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยวก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก เพราะอย่าลืมว่าในผืนป่าเขาใหญ่ที่เป็นป่ามรดกโลกนั้น ก็ยังมีสัตว์ป่าดุร้ายที่อาจจะเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวอย่างเสือโคร่ง ช้าง กระทิง หมี อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เรามิต้องตั้งทีมไล่ล่าย้ายกันทั้งป่าเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวกระนั้นหรือ
ในทางตรงกันข้ามหากเจ้าจระเข้คู่ที่พบเห็นในป่าเขาใหญ่ เป็นจระเข้พันธุ์ไทยแท้ที่มีอยู่ในธรรมชาติของผืนป่าและลุ่มน้ำเมืองไทย เมื่อเราจับมาตรวจพิสูจน์ได้แล้ว จะฝังชิปหรือติดวิทยุ เพื่อการศึกษาวิจัย แล้วปล่อยกลับที่เดิม ติดตามศึกษาวงจรชีวิต แล้วชวนให้คนไปดูจระเข้พันธุ์ไทยในธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่ไปดูแต่ในฟาร์มจระเข้ ผมว่าน่าจะเกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวและการศึกษาวิจัยมากกว่าการจับไปปล่อยที่อื่นให้ไกลๆจากนักท่องเที่ยว
แหล่งน้ำลำธารตามธรรมชาติของไทยในอดีต ไม่ว่าจะเป็นบึงบอระเพ็ด ที่นครสวรรค์ บึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร หรือแหล่งน้ำลำธารอื่นๆ อีกหลายแห่ง ก็เคยเป็นที่อยู่อาศัยของจระเข้พันธุ์ไทย ซึ่งปัจจุบันแทบจะเหลือแต่เพียงอดีตแห่งความทรงจำและตำนานเล่าขานเท่านั้น ยังคงจะหลงเหลือแหล่งน้ำที่ยังคงมีรายงานการสำรวจพบจระเข้พันธุ์ไทยอยู่บ้างก็ที่ ผืนป่าอุทยานแห่งชาติปางสีดา ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ที่ต้นน้ำเพชรบุรีในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และที่คลองชมพู อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เท่านั้น ซึ่งจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยนั้นนับเป็นจระเข้พันธุ์หายากที่มีความเสี่ยวต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดในบรรดาจระเข้ทั่วโลกที่มีอยู่ด้วยกัน 25 ชนิดใน 8 สกุล ซึ่งความหายากของจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยนั้นนับเป็นจระเข้ที่จะหาดูได้ยากที่สุดของโลกรองจากจระเข้ปากกว้างสายพันธุ์จีน(Alligator sinensis) เท่านั้น หากจระเข้ที่พบบริเวณลำตะคองบนเขาใหญ่เป็นจระเข้พันธุ์ไทยแท้จากธรรมชาติจริง ก็ควรที่จะปล่อยให้อยู่คู่กับผืนป่าเขาใหญ่มรดกโลกอันล้ำค่าแห่งนี้เพื่อให้ผู้คนได้ชมได้ศึกษาต่อไป.
Credit : Thanida
